วันอังคารที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2554

เทคโนโลยีมือถือ

รู้จักกับ NFC เทคโนโลยีที่จะทำให้มือถือกลายเป็นกระเป๋าสตางค์

หนึ่งในเทคโนโลยีสุดล้ำของโทรศัพท์มือถือในประเทศญี่ปุ่น คือการใช้โทรศัพท์มือถือ “จ่ายเงิน” ด้วยการแตะมือถือกับเครื่องจ่ายเงินอัตโนมัติตามจุดต่างๆ เช่น ตู้ขายน้ำอัตโนมัติ ที่กั้นรถไฟใต้ดิน ฯลฯ
เทคโนโลยีนี้ของญี่ปุ่นมีชื่อเรียกว่า “FeliCa” และในอีกไม่ช้ามันจะออกจากญี่ปุ่นมาสู่ประเทศอื่นๆ แล้ว ภายใต้ชื่อว่า “NFC” หรือ Near Field Communication

รู้จักกับเทคโนโลยี Contactless Payment

เทคโนโลยีการจ่ายเงินด้วยการแตะเครื่องโทรศัพท์ เป็นเทคโนโลยีลักษณะเดียวกับบัตรเครดิตหรือบัตรสมาชิกที่ฝังชิปตระกูล RFID ไว้ภายใน และใช้การแตะสัมผัสกับเครื่องจ่ายเงิน (ซึ่งเรียกรวมๆ ว่า “contactless payment“) ซึ่งใช้กันแพร่หลายในต่างประเทศ ตัวอย่างได้แก่
  • บัตรเครดิต Visa payWave และ MasterCard PayPass
  • บัตรโดยสารรถไฟ-รถใต้ดิน เช่น Suica ของญี่ปุ่น, Oyster Card ของอังกฤษ และ Octopus Card ของฮ่องกง ซึ่งบัตรทั้งหมดสามารถนำเงินไปจ่ายค่าบริการอื่นๆ นอกเหนือจากการขนส่งสาธารณะได้ด้วย
ส่วนประเทศไทยเองก็เริ่มมีเทคโนโลยีลักษณะเดียวกันกับบัตรเงินสด-เด บิต-เครดิตบ้างแล้ว เช่น บัตร SmartPurse ที่ร่วมมือกับร้าน 7-Eleven แต่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จมากนัก

ตัวอย่างการใช้งานบัตร Visa payWave ที่ไม่ต้องรูด แค่แตะสัมผัส
สำหรับการจ่ายเงินผ่านโทรศัพท์มือถือด้วยการแตะสัมผัสก็มีฐานคิดเดียวกัน นั่นคือแปะไมโครชิปที่สามารถส่งสัญญาณวิทยุไว้กับตัวเครื่องโทรศัพท์มือถือ (หรือบางกรณีอาจแปะไว้ข้างมือถืออย่างซิมการ์ด เช่นกรณีของ TRUE Touch SIM) และใช้ซอฟต์แวร์ช่วยประมวลผลการจ่ายเงิน
เทคโนโลยีการจ่ายเงินที่ใช้บนมือถือนี้มีชื่อเรียกว่า Near Field Communication หรือ NFC

NFC คืออะไร?

NFC เป็นเทคโนโลยีการสื่อสารด้วยคลื่นวิทยุแบบหนึ่ง ถือเป็นซับเซ็ตของเทคโนโลยี RFID ที่ใช้กันแพร่หลายในการค้าปลีกและลอจิสติกส์ (บัตรทางด่วน EasyPass ก็ใช้เทคโนโลยี RFID) ความต่างของ NFC กับ RFID อยู่ที่ระยะทำการ กรณีของ RFID ทั่วไปมีรัศมีทำการประมาณ 2 เมตร ส่วน NFC ถูกดัดแปลงให้เหมาะกับการจ่ายเงินที่ใช้การสัมผัสในระยะใกล้ ต้องการความปลอดภัยที่สูงกว่า จึงทำงานที่ระยะไม่เกิน 10 เซนติเมตร
การใช้งาน RFID/NFC สามารถนำไปใช้กับงานได้หลากหลายรูปแบบ ซึ่งในกรณีนี้จะสนใจเฉพาะการนำ NFC ไปใช้กับระบบจ่ายเงินผ่านโทรศัพท์มือถือเท่านั้น

ตัวอย่างการใช้งาน NFC ในรูปแบบต่างๆ (ภาพจาก NFC Forum)
มาตรฐานการสื่อสารด้วย NFC ถูกดูแลโดยองค์กรกลางที่ชื่อว่า NFC Forum ซึ่งทำหน้าที่ออกมาตรฐาน NFC และทดสอบความเข้ากันได้ของอุปกรณ์แต่ละชนิด สมาชิกของ NFC Forum ประกอบด้วยบริษัทอิเล็กทรอนิกส์และบริษัทไอทีชั้นนำทั่วโลก เช่น โนเกีย ไมโครซอฟท์ โซนี่ ซัมซุง วีซ่า เป็นต้น
นอกจากนี้ในอนาคตยังจะมีอุปกรณ์อื่นๆ ที่รองรับ NFC เช่น กล้องดิจิทัล และเครื่องใช้ไฟฟ้าแบบอื่นๆ โดยจะมีตราสัญลักษณ์ N Mark กำกับ

ตราสัญลักษณ์ N Mark แบบต่างๆ

NFC ในโทรศัพท์มือถือ

ปัจจุบันเริ่มมีโทรศัพท์มือถือบางรุ่นที่รวมชิป NFC เข้ามาในตัวแล้ว เช่น Nokia C7 และ Nexus S ของกูเกิล
จากการประเมินของโนเกีย คาดว่าปี 2011 จะมีมือถือสมาร์ทโฟนที่ใช้งาน NFC ได้ประมาณ 7-8% ของสมาร์ทโฟนทั้งหมดที่วางขายในโลก และตัวเลขนี้จะเพิ่มเป็น 30% ในปี 2015
ตอนนี้ผู้นำในตลาดมือถือ NFC คือโนเกียและแอนดรอยด์ (แอนดรอยด์ 2.3 ขึ้นไปรองรับ NFC มาในฝั่งซอฟต์แวร์แล้ว ที่เหลือขึ้นกับว่าฮาร์ดแวร์มือถือรองรับหรือไม่) แต่ในอนาคตอันใกล้จะมีมือถือยี่ห้ออื่นๆ ตามมาอีกมาก ตามข้อมูลที่ออกมา มือถือของ BlackBerry ที่จะวางขายในปีนี้จะมี NFC เกือบทุกรุ่น
ส่วนมือถือยอดนิยมอย่าง iPhone นั้น แม้แอปเปิลจะยังไม่ประกาศการรองรับ NFC อย่างเป็นทางการ แต่สำนักข่าวหลายแห่งก็รายงานว่าแอปเปิลกำลังซุ่มพัฒนาการจ่ายเงินผ่าน NFC อย่างเงียบๆ โดยจ้างผู้เชี่ยวชาญด้าน NFC เข้ามาทำงานกับบริษัทด้วย ดังนั้นโอกาสที่ iPhone 5 จะรองรับ NFC ก็มีสูงในระดับหนึ่ง
การรองรับ NFC จากฝั่งไมโครซอฟท์ ก็มีข่าวว่าจะเพิ่มมาใน Windows Phone รุ่นถัดไป ส่วนฟากโอเปอเรเตอร์ในสหรัฐอเมริกาก็รวมตัวกันตั้งบริษัทมาผลักดัน NFC ในชื่อ ISIS

ตัวอย่างการใช้งาน NFC บนมือถือในรูปแบบต่างๆ (ภาพจากเอกสารของโนเกีย)
นอกจากการจ่ายเงินด้วย NFC แล้ว อีริค ชมิดท์ ซีอีโอของกูเกิลยังเคยให้สัมภาษณ์ว่ากูเกิลจะร่วมมือกับผู้ให้บริการโฆษณา แบบต่างๆ สร้างการโฆษณาแบบที่ใช้ NFC เพื่อเพิ่มลูกเล่นกับการโฆษณามากขึ้น

ความท้าทายเบื้องหน้า: ปัญหาและอุปสรรคของการใช้งาน NFC

ถึงแม้ NFC จะมีอนาคตที่ค่อนข้างสดใส เพราะมีบริษัทต่างๆ ร่วมสนับสนุนเป็นจำนวนมาก แต่ก็ใช่ว่าจะไร้สิ้นซึ่งอุปสรรค เพราะ NFC ยังต้องแก้ปัญหาอีกหลายประการก่อนจะก้าวเข้าสู่ตลาดแมสได้เต็มที่
ปัญหาของ NFC สามารถแบ่งได้เป็นประเด็นต่างๆ ดังนี้
  • มาตรฐานย่อยของ NFC ที่ต่างกันไปตามแต่ละภูมิภาคของโลก รวมถึงบางประเทศ เช่น ญี่ปุ่นและยุโรป ซึ่งมีมาตรฐานการจ่ายเงินของตัวเองอยู่แล้ว
  • จำนวนฮาร์ดแวร์โทรศัพท์ที่รองรับ NFC ซึ่งเป็นปัญหาไก่กับไข่ ถ้าไม่มีฮาร์ดแวร์โทรศัพท์เยอะพอ NFC ก็อาจไม่เกิด แต่ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์โทรศัพท์ก็จะลังเลที่จะใส่ชิป NFC เข้ามา เนื่องจากผู้ใช้ยังไม่เยอะพอ
  • การปรับตัวของสถาบันการเงินต่างๆ โดยเฉพาะสถาบันการเงินขนาดกลางที่ครองตลาดในแต่ละประเทศอยู่แล้ว และไม่สนใจใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพราะต้องลงทุนเพิ่ม
  • การยอมรับเทคโนโลยีใหม่ๆ จากผู้ใช้

เทคโนโลยีมือถือ

เทคโนโลยี 4G ( Forth Generation )
เทคโนโลยี 4จี เป็นเครือข่ายไร้สายความเร็วสูงชนิดพิเศษ หรือเป็นเส้นทางด่วนสำหรับข้อมูลที่ไม่ต้องอาศัยการลากสายเคเบิล โดยระบบเครือข่ายใหม่นี้ จะสามารถใช้งานได้แบบไร้สาย รวมถึงคุณสมบัติการเชื่อมต่อเสมือนจริงในรูปแบบสามมิติ (three-dimensional) ระหว่างผู้ใช้โทรศัพท์ด้วยกันเอง นอกจากนั้น สถานีฐาน ซึ่งทำหน้าที่ในการส่งผ่านสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่จากเครื่องหนึ่งไปยังอีก เครื่องหนึ่ง และมีต้นทุนการติดตั้งที่แพงลิ่วในขณะนี้ จะมีให้เห็นกันอย่างแพร่หลายเช่นเดียวกับหลอดไฟฟ้าตามบ้านเลยทีเดียว สำหรับ 4จี จะสามารถส่งผ่านข้อมูลแบบไร้สายด้วยระดับความเร็วสูงที่เพิ่มขึ้นถึง 100 เมกะไบต์ต่อวินาที ซึ่งห่างจากความเร็วของชุดอุปกรณ์ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ที่ระดับ 10 กิโลบิตต่อวินาที
ลักษณะเด่นของ 4G
?4G คือ Forth Generation ซึ่งในบ้านเรายังไม่มีให้เห็นกัน? เมื่อพูดถึงเทคโนโลยีสื่อสารในยุค 4G? เรื่องความเร็วนั้นเหนือกว่า 3G มาก? คือทำความเร็วในการสื่อสารได้ถึงระดับ 20-40 Mbps? เมื่อเทียบกับความเร็วที่ได้จาก 3G นั้นคนละเรื่องกันเลย? ที่ญี่ปุ่นนั้นเครือข่ายโทรศัพท์ที่ใช้เทคโนโลยี 4G สามารถให้บริการรับชมรายการโทรทัศน์ผ่านมือถือได้แล้ว? หรือจะโหลดตัวอย่างภาพยนตร์มาชมบนโทรศัพท์มือถือก็มีให้เห็นเช่นกัน? ทำไมญี่ปุ่นถึงรีบกระโดดไปสู่ยุค 4G? กันเร็วเหลือเกิน คำตอบง่าย ๆ ก็คือ ?ดิจิตอลคอนเทนต์? เป็นตัวผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นนั่นเอง? เมื่อผู้ให้บริการหลายหลายรูปแบบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต? โดยจำเป็นต้องอาศัยเครือข่ายที่มีความเร็วสูง? สามารถรับส่งข้อมูลได้ในปริมาณมาก ๆ? ดังนั้น? การผลักดันตัวเองให้เข้าสู่ยุค 4G ที่ใช้เทคโนโลยีที่เหนือกว่า? 3G ก่อนคู่แข่ง? น่าจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุด
ความโดดเด่นของ 4G คือ ถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานบนเครือข่ายที่กินพื้นที่กว้างก็ได้หรือจะทำเป็น เครือข่ายขนาดย่อม ๆ แบบ WLAN ได้อีกด้วย? นั่นจึงทำให้หลายคนมองว่า 4G จะมาเบียดเทคโนโลยีของ Wi-Fi หรือไม่? เพราะสามารถใช้งานได้ทั้งสองแบบ?
อย่างไรก็ตามในประเทศไทยยังคงอิงกับมาตรฐานของ 3G อยู่ ซึ่งยังไม่มีทีท่าว่าจะขยับขยายไปสู่ยุค 4G เลย? เพราะว่า Wimax กำลังเข้ามานั่นเอง? ระบบสื่อสารแห่งอนาคตที่ให้ความยืดหยุ่นสูง? สามารถครอบคลุมพื้นที่ได้กว้างไกล? ความเร็วในการสื่อสารสูงสุดในขณะนี้
?ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ทำไมไม่รวมเทคโนโลยี 3G กับ WiMAX เข้าด้วยกัน และพัฒนาให้เป็น ?interim 4G? หรือ ?4G เฉพาะกิจ? เพื่อไปเร่งพัฒนา ?4G ตัวจริง? (Real 4G) กันออกมาไม่ดีกว่าหรือ จึงเป็นเสียงที่คิดดังๆจากหลายกลุ่มในปัจจุบัน
แน่นอนที่ว่า คงจะไม่ใช่แนวคิดของ 4G ที่หลายฝ่ายตั้งความหวังไว้ เพราะอย่างน้อยที่เห็นได้ชัดเจนอย่างหนึ่งคือ เทคโนโลยีทั้งสองยังไม่สามารถรองรับความเร็วในการสื่อสารข้อมูลที่ดาวน์ ลิงค์/อัพลิงค์ (downlink/uplink) ขณะกำลังเคลื่อนที่ในกรณีของ GSM ที่ 100 mbps/50 mbps และกรณี CDMA ที่ต้องการให้เหนือกว่า GSM โดยจะให้มีความเร็วเป็น 129 mbps/75.6 mbps
ทำไมจึงอยากได้ 4G
เป็นคำถามที่น่าสนใจ มีเหตุผลอะไรจึงอยากได้เทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ในยุคที่ 4 หรือ 4G กันมาก ถ้าจะสรุปเป็นคำตอบก็คงจะได้หลายประการด้วยกัน ซึ่งจะกล่าวถึงพอเป็นสังเขปดังนี้
1. สนับสนุนการให้บริการมัลติมีเดียในลักษณะที่สามารถโต้ตอบได้ เช่น อินเทอร์เน็ตไร้สาย และ เทเลคอนเฟอเรนซ์? เป็นต้น
2. มีแบนด์วิทกว้างกว่า? สามารถรับ-ส่งข้อมูลด้วยอัตราความเร็ว (bit rate) สูงกว่า 3G
3. ใช้งานได้ทั่วโลก (global mobility) และ service portability
4. ค่าใช้จ่ายถูกลง
5. คุ้มค่าต่อการลงทุนด้านโครงข่าย
?
พัฒนาการของ 4G สำหรับมาตรฐานต่างๆ
??????????? หากพิจารณาในบริบทของมาตรฐานเทคโนโลยีระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่เซลลูลาร์แบบดิ จิทัลที่ใช้งานกันอยู่ในขณะนี้ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ค่ายใหญ่ๆ คือ จีเอสเอ็ม (GSM) และ ซีดีเอ็มเอ (CDMA) แล้วสามารถสรุปเป็นตารางเปรียบเทียบลำดับพัฒนาการของมาตรฐานได้ดังตารางข้าง ล่างนี้
ในการพัฒนาเทคโนโลยี 4G ของ GSM กับ CDMA นั้น ยังคงแข่งขันกันอยู่ต่อไป กล่าวคือ
GSM จะพัฒนาสู่ 4G โดยใช้รูปแบบการเข้าถึง (access type) เป็น UMTS LTE (Universal Mobile Telephone System ? Long term Evaluation) คาดหมายว่า จะสามารถทำความเร็วในการดาวน์ลิงค์ / อัพลิงค์ได้ที่ 100 mbps / 50 mbps
ในขณะที่ CDMA ใช้รูปแบบการเข้าถึงเป็น CDMA EV-DO Rev.C (กล่าวคือ เป็น UMB หรือ Ultra-mobile broadband) และมีความเร็วในการดาวน์ลิงค์ / อัพลิงค์ที่ 129 mbps / 75.6 mbps
ตัวเลขความเร็วของทั้งสองค่ายจะเป็นราคาคุยหรือไม่คงต้องติดตามผลกันต่อไป
?
หาก 4G จะเกิดจากการรวม WiMax เข้ากับ 3G
????????? ท่ามกลางกระแสการแข่งขัน ระหว่างเทคโนโลยี 3G ที่กำลังถูกเทคโนโลยีใหม่อย่างไวแมกซ์ (WiMAX) เข้ามาตีเสมอ และในอนาคตมีแนวโน้มว่าจะมีโอกาสมาเหนือกว่า 3G อีกด้วย?
นักวิเคราะห์และผู้เกี่ยวข้องในวงการโทรคมนาคมหลายกลุ่ม กล่าวกันถึงขนาดที่ว่า ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เซลลูลาร์ของหลายประเทศที่ปัจจุบันครองตลาด ส่วนใหญ่ของประเทศหรือมีอำนาจเหนือตลาดคงจะไม่ยอมให้บริการไวแมกซ์เกิดขึ้น ในตลาดได้ง่ายๆ? ประกอบกับบางประเทศยังมีปัญหาต่างๆที่เป็นอุปสรรคต่อการให้บริการไวแมกซ์ เช่น แผนเลขหมายแห่งชาติที่มีการจัดสรรความถี่ให้กับบริการไวแมกซ์? กฎ ระเบียบในการกำกับดูแลเพื่อให้เกิดความเรียบร้อยและมีการแข่งขันที่เป็นธรรม ?และความพร้อมในการลงทุนของผู้ให้บริการ เป็นต้น
หากจะรวมกันจริงๆแล้ว หลายฝ่ายยังมีความเชื่อว่า 3G คงจะไม่ถึงกับไปรวมอยู่ใต้เทคโนโลยีที่เป็นหนึ่งเดียว ?เนื่องจาก 4G ควรจะเป็นเทคโนโลยีที่สามารถเข้าถึงได้ที่ระดับความเร็วอิเธอร์เน็ต (เช่น 10 Mbps) และใช้งานร่วมกัน (integrated) ได้ทั้งในลักษณะที่เป็นเครือข่ายท้องถิ่นหรือแลน (LAN ? local area network) กับแวน (WAN ? wide area network) แบบไร้สาย ด้วยการรวมเทคโนโลยี 3G และ WiMAX เข้าด้วยกันในเครื่องเดียวกัน
โดยมาตรฐานของ WiMax หรือ 802.16 สามารถให้บริการด้านบรอดแบนด์ไร้สายได้ไกลถึง 30 ไมล์ด้วยความเร็วประมาณ 10 Mbps
?สิ่งที่ยังเป็นปัญหาอยู่สำหรับบริการ WiMAX มีหลายประการที่ต้องมีการพัฒนาต่อไปจากที่สามารถแก้ปัญหาบางอย่างได้ในระดับ หนึ่งแล้ว เช่น ตัวมาตรฐานเองที่ยังไม่ค่อยนิ่งเท่าใดนัก การพัฒนาอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องของโครงข่าย (ซึ่งรวมถึงตัวเครื่องลูกข่ายด้วย)? การเคลื่อนที่ของลูกข่ายจากสถานีฐานหนึ่งไปยังอีกสถานีฐานหนึ่งโดยไม่มี ปัญหาสายหลุดหรืออาการสัญญาณสะดุด เป็นต้น
จึงเป็นที่เชื่อได้ว่าในขณะนี้คงต้องรอให้มาตรฐานเทคโนโลยี WiMAX ผ่านกระบวนการพัฒนาจนถึงขั้นเป็นมาตรฐานที่สมบูรณ์ (mature) แล้ว อาจเป็นไปได้ที่จะมีความพยายามนำเทคโนโลยี 3G และ WiMAX มาผสมผสานกันเป็น 4G หากกลุ่มที่พัฒนา 4G ไม่รีบชิงพัฒนา 4G หนีการรวมตัวกับ WiMAX ไปเสียก่อน

เทคโนโลยีมือถือ

 

เทคโนโลยีตามหามือถือที่หายไป

ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยประกอบกับ โทรศัพท์มือถือแบบสมาร์ทโฟนในปัจจุบันติดตั้ง GPS Receiver มาแทบจะทุกเครื่องแล้ว ทำให้เมื่อโทรศัพท์มือถือหายหรือถูกขโมยไป ก็สามารถตามหาได้ไม่ยาก อย่างเช่นกรณี ที่สิงคโปร์เมื่อชายวัย 18 ปีได้ขโมย iPhone จากเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย แต่ด้วยบริการ Find My iPhone ก็ทำให้ตำรวจสามารถตามรอยคนร้ายและจับกุมได้ภายใน 48 ชั่วโมง ส่วน ในประเทศไทย ก็มีกรณีที่ iPad ของชายผู้หนึ่งหายไป และสามารถตามจนเจอได้ด้วยบริการ Find my iPhone นี้เช่นกัน และก็ได้กลับคืนมาในที่สุด เราจึงขอแนะนำบริการดีๆฟรีๆใกล้ตัว ที่จะช่วยให้ตามหาอุปกรณ์มือถือที่หายไปได้ 2 บริการด้วยกัน ครอบคลุมทั้งผู้ใช้ iPhone, iPad, iPod Touch, Blackberry, Android และ Windowsmobile ซึ่งหวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อท่านผู้อ่านที่เป็นเจ้าของอุปกรณ์เหล่านี้

Find my iPhone จาก Apple

ก่อนหน้านี้ ผู้ที่จะสามารถใช้บริการนี้ได้ต้องเป็นสมาชิก Mobile Me ซึ่งเสียเงินเสียก่อน แต่ปัจจุบันนี้ทาง Apple เปิดให้ใช้ได้แบบฟรีๆกันแล้วสำหรับอุปกรณ์ iPhone, iPad, iPod ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ iOS 4.2 ขึ้นไป ( แต่สำหรับ version ที่ต่ำกว่านี้ก็สามารถใช้ผ่านบริการ  Mobile Me แบบเสียเงินได้อยู่)
บริการนี้นอกจากจะช่วยให้เราสามารถหาว่าเครื่องเราอยู่ที่ไหนในตอนนี้ แล้ว ยังสามารถสั่งให้ส่งข้อความให้ขึ้นที่หน้าจอของอุปกรณ์ที่เราตามหา, สั่งให้เครื่องส่งเสียงดังขึ้น แม้จะอยู่ใน Silent Mode ก็ตาม, สั่งให้เครื่อง Lock และตั้ง Password ไว้ หรือกรณีที่เราคิดว่าคงไม่ได้อุปกรณ์นั้นๆคืนแล้ว ก็ป้องกันข้อมูลสำคัญรั่วไหลด้วยการสั่งลบข้อมูลทั้งหมดไปเลยก็ได้

วิธีการติดตั้ง

เข้าไปที่ Settings > Mail, Contacts, Calendars >เลือก Mobile Me >ใส่ Apple ID ของเรา (ซึ่งก็คือ ID เดียวกันกับที่เราใช้ใน iTune และ Appstore) ซึ่งถ้าหากยังไม่มี Apple ID ก็สามารถกดสร้าง Free Account ได้ > และสั่งเปิด “Find My iPhone” on


เพียงเท่านี้ เมื่อ iPhone 4, iPod Touch 4th Gen หรือ iPad ที่เปิดใช้บริการ Find My iPhone ได้หายไป ก็สามรถตามหาได้ด้วยวิธีง่ายดังนี้ (แต่ถ้าหากอุปกรณ์ที่เราตามหา ไม่ได้สั่งให้ “Find My iPhone” เป็น “on” เอาไว้ก็ไม่สามารถที่จะระบุตำแหน่งของอุปกรณ์นั้นๆได้เมื่อหายไป หรือถ้าหากสั่งปิดการ push หรือปิดเครื่องไปแล้ว ก็ตามหาไม่ได้เช่นกัน)
1)  ใช้คอมพิวเตอร์เข้าเวป me.com  แล้ว login ด้วย Apple ID ของเรา จากนั้นระบบก็จะระบุตำแหน่งของ iPhone, iPod Touch หรือ iPad ของเราที่ตามหาอยู่เป็นพิกัดอย่างแม่นยำบนแผนที่ Google map (แต่หากอุปกรณ์ที่ตามหาอยู่ในอาคาร จะแม่นน้อยกว่าอยู่ในที่โล่งหรือที่เปิด เพราะอาจเป็นการระบุตำแหน่งผ่านเครือข่ายโทรศํพท์มือถือ หรือ wifi แทน GPS เนื่องจากรับสัญญาณดาวเทียมไม่ได้ในที่ปิด)


2)  หรือใช้อุปกรณ์ iPad, iPhone4 เครื่องอื่นที่ติดตั้งโปรแกรม Find My iPhone เอาไว้แล้ว (ไปโหลด Find My iPhone ได้ที่ Appstore ) เปิดโปรแกรมขึ้นมาแล้ว login ด้วย Apple ID ของเรา จากนั้นเลือกชื่ออุปกรณ์ที่เราต้องการตามหา ระบบก็จะระบุพิกัดของอุปกรณ์นั้นๆบนแผนที่เช่นเดียวกัน
เมื่อระบุพิกัดเครื่องของเราได้แล้ว ก็สามารถสั่งให้ส่งข้อความไปยังเครื่องที่ตามหา หรือสั่งให้ส่งเสียง (play sound) , สั่งให้ Lock เครื่อง โดยตั้ง Password เป็นตัวเลข 4 หลักก่อน เมื่อกดส่ง เครื่องของเราจะถูก Lock ทันที, หรือสั่งให้ลบข้อมูลทั้งหมดบนเครื่องก็ได้

Lookout สำหรับ Blackberry, Android, Windowsmobile



โปรแกรม Lookout  เป็นโปรแกรมด้าน backup ข้อมูลต่าง รองรับทั้ง Blackberry android และ windowsmobile  และต้องรองรับการต่อ GPS ด้วย (ยกเว้น windowsphone7) โปรแกรมนี้รองรับการ backup ข้อมูล , การสแกนพวกไวรัสมัลแวร์บนมือถือ และ ตามหามือถือคุณด้วย GPS ผ่านทางหน้าเว็บไซต์ได้

วิธีการติดตั้ง

สามารถ download ได้ทั้งทาง หน้าเว็บไซต์ http://www.mylookout.com และทาง หน้า market ของ android , blackberry , Windowsmobile

หน้าตาโปรแกรม Lookout  หากคุณสมัครlookout อยู่แล้วสามารถ login ได้เลย หากไม่มีควร sign up free เพื่อสมัครเปิดบัญชีโปรแกรม lookout ของคุณเองได้ฟรี


หน้าตาสมัคร lookout Mobile Security บนมือถือ Blackberry

โปรแกรมนี้ใช้งานได้ง่าย โดยทำการติดตั้งแล้วทำการสมัครสมาชิกเว็บ mylookout.com  ผ่าน application บนมือถือนี้ได้เลย เมื่อสมัครเสร็จแล้ว เครื่องก็จะทำการ scan ไวรัสให้  แล้วเปิดโปรแกรมนี้ค้างทำงานไว้ (รวมทั้งเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตค้างไว้ด้วย)

เวลาเราเผลอลืมมือถือไว้ หรือโทรศัพท์มือถือหาย ก็เปิดคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือหรือ tablet เครื่องอื่น แล้วเข้าเว็บไซต์ www.mylookout.com ทำการ login เข้าสู่ระบบ ด้วยอีเมลล์ที่คุณได้สมัครไว้  ซึ่งก็จะคล้ายกันกับการใช้บริการตามหา iPhone, iPad, iPod Touch ใน Mobile Me จาก Apple

เมื่อเข้าสู่ระบบได้แล้วเลือกแท็บ “missing device” แล้วเลือก “Locate” ก็จะหาพิกัดของโทรศัพท์มือถือที่คุณตามหาอยู่ผ่าน สัญญาณ GPS ที่คุณเปิดค้างเอาไว้บนมือถือเครื่องที่คุณกำลังตามหานั่นเอง
ตัวมือถือที่ลง Lookout กระพริบพร้อมเสียงดังๆ เมื่อเจ้าของมือถือสั่ง scream ผ่านทางเวบ mylookout

และที่สำคัญหากมาถึงแถวนั้นแล้วหรืออยู่ที่เดียวกันกับพิกัด GPS ที่บอกแล้ว แต่ก็ยังหาไม่เจออีก ก็สามารถกด ปุ่ม “scream” บนเว็บเพื่อสั่งให้มือถือนั้นเปิดเสียงหวอให้คุณได้ยินว่ามือถืออยู่ไหนได้ ด้วย ซึ่งก็คล้ายกันกับของ Mobile Me ที่สามารถสั่งให้ส่ง message ไปยังอุปกรณ์ที่เราตามหา และสั่งให้ส่งเสียงออกมา (play sound) ได้อีกด้วย
** ข้อควรระวังคือการใช้บริการเหล่านี้อาจนำมาสู่ค่าบริการ internet ที่ควบคุมไม่ได้ถ้าหากไม่ได้สมัครใช้ package ประเภทไม่จำกัด (unlimited) เพราะระบบจะมีการรับส่งข้อมูล (data) กันผ่านทาง edge/gprs/3G เป็นระยะๆ